AI Era With Satir’s Model

Posted on:August 30, 2026

AI AI AI ในปี 2026 ใน Feed แทบทุกช่องทางของ Social Media เราจะเห็นคำนี้กันกระจุยกระจายไปหมด และอีกกระแสที่วิ่งคู่ขนานกันมาก็คือ AI Job Replacement ซึ่งกระทบหลากหลายสายงานมาก ๆ หนึ่งในนั้นคือสายงาน Software Development

ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในสายงาน Software Development ช่วงที่ผมเริ่มทำงานแรก ๆ ผู้คนยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะใช้ Angular, Vue หรือ React ดี ผ่านช่วงของการย้าย IDE จาก XXX ตามแต่ละภาษา มาเป็น VS Code และตอนนั้นผู้คนก็ยังสนุกกับการอ่านบทความ Benchmark ระหว่าง Go, Node.js หรือ Rust ส่วนรูปแบบการ Deployment ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการ Deploy ไฟล์อย่าง .bin, .js หรือ .jar ก่อนจะขยับมาเป็น Container Technology แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้

มองย้อนกลับไปก็ตลกดีเหมือนกัน เพราะตอนนี้ทุกคนกำลังคุยกันเรื่อง Opus, Sol, Gemini หรือข้ามไปฝั่งมังกรอย่าง Kimi, GLM และ Qwen แต่ความต่างของรอบนี้คือ มันไม่ได้มีแค่คำถามว่าเราควรใช้ Technology ตัวไหนดีอีกต่อไป หลายครั้งมันกลายเป็นคำถามว่าสิ่งที่เราทำอยู่จะยังมีคุณค่าอีกนานแค่ไหน หรือแม้แต่วันหนึ่ง AI จะทำงานแทนเราได้หรือเปล่า

บทความนี้ผมเลยอยากลองเล่ามุมมองต่อ AI Era ผ่านแนวคิดหนึ่งที่ผมใช้ช่วยดึงตัวเองกลับมาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า โดยอาศัย Satir Model เป็นกรอบในการสำรวจตัวเอง

ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Psychotherapy และไม่เคยเขียน Blog ที่มีเนื้อหาประมาณนี้มาก่อน สิ่งที่เขียนจึงเป็นเพียงการตีความและประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่อยากลองถ่ายทอดออกมา และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครบางคนที่กำลังรู้สึกคล้าย ๆ กัน

สำหรับคนที่เคยร่วมงานกับผม บทความนี้จะมีการพูดถึงเหตุการณ์และความรู้สึกบางอย่าง ซึ่งอาจทำให้บางคนเผลอเชื่อมโยงเข้ากับตัวเอง อยากบอกไว้ก่อนว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมหยิบมาเล่า มาจากสิ่งที่พบเจอในโลก Social Media ไม่ได้หมายถึงใครที่เคยร่วมงานกับผม และไม่มีใครที่เคยร่วมงานกับผมทำร้ายความรู้สึกของผม(ป๊อกป๊อก)

Satir Model

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Satir ต้องรีบบอกก่อนว่า Satir Model ไม่ใช่ Foundation Model หรือ Frontier Model จากค่ายไหน แต่มาจาก Virginia Satir นักจิตบำบัดชาวอเมริกันผู้ได้รับฉายาว่า Mother of Family Therapy

Satir Model เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาและกระบวนการจิตบำบัดที่เน้นการพัฒนาตนเองและการเติบโตจากภายใน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือช่วยให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน มีความเคารพในตนเอง และสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ ใครสนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Satir Institute Thailand

ในศาสตร์ของ Satir มีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า The Satir Iceberg Model ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อทำความเข้าใจและรู้จักตัวเองได้ลึกซึ้งมากขึ้น

 The Satir Iceberg Model

Iceberg นี้ประกอบด้วย 7 ระดับ ซึ่งแต่ละระดับสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเรา ตั้งแต่สิ่งที่มองเห็นได้จากภายนอก ไปจนถึงความรู้สึก ความคาดหวัง ความต้องการ และตัวตนที่อยู่ลึกลงไปภายใน

ผมจะใช้ทั้ง 7 ระดับนี้เป็นกรอบในการสำรวจตัวเองว่า AI Era กำลังกระทบกับตัวผมอย่างไรบ้าง

1. พฤติกรรมที่เราแสดงออก (Behavior)

พฤติกรรมคือส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เป็นสิ่งที่คนอื่นสามารถมองเห็นหรือสังเกตได้ชัดเจน พูดง่าย ๆ ก็คือ สิ่งที่เราแสดงออกเมื่อเจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การกระทำ คำพูด สีหน้า หรือท่าทาง

พฤติกรรมของผม: ผมจะทำตัวนิ่ง ๆ เหมือนไม่ได้ยิน เวลาเห็นคนแชร์หรือพูดถึงคลิปวิดีโอที่บอกว่าเรากำลังจะตกงาน เช่น ทุกวันนี้เราไม่ต้องการ Programmer แล้ว หรือ เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจ Software Engineering Principles อีกต่อไป เพราะ AI สามารถจัดการทุกอย่างให้เราได้หมด

2. อารมณ์ ความรู้สึก (Feeling)

หลังจากระบุพฤติกรรมได้แล้ว ต่อมาคือการสำรวจความรู้สึก ในระดับที่ 2 นี้คืออารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราเมื่อเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า ความสนุก ความตื่นเต้น ความกังวล หรือความกลัว

ความรู้สึกของผม

3. ความรู้สึกที่มีต่อความรู้สึก (Feeling about Feeling)

การสำรวจความรู้สึกที่เรามีต่อความรู้สึกของตัวเอง เช่น เรารู้สึกกลัว แล้วเรารู้สึกอย่างไรกับการที่ตัวเองกำลังกลัว หรือเรารู้สึกกังวล แล้วเรายอมรับ ไม่ชอบ หรือรู้สึกผิดกับความกังวลนั้นหรือไม่

Feeling about Feeling ของผม

4. การรับรู้ (Perception)

คือวิธีที่เรามองและตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเราเข้าใจสิ่งนั้นอย่างไร และเราให้ความหมายกับมันแบบไหน

การรับรู้ของผม: ผมมองว่า AI ทำให้การสร้าง Project สำหรับใช้เองหรือใช้ภายในทีม รวมถึงการทำ Prototype ทำได้เร็วขึ้นมาก แต่ระบบอย่าง Facebook, Instagram, E-commerce หรือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต่าง ๆ เราเรียกว่า Product ซึ่งการสร้าง Product แบบนี้ไม่ได้จบแค่ Vibe Coding เรายังต้องเข้าใจปัญหา ออกแบบระบบ ทดสอบ ดูแลคุณภาพ รองรับผู้ใช้ และรับผิดชอบระบบหลังจากนำไปใช้งานจริง

ที่สำคัญ เราไม่สามารถสร้างและดูแลระบบขนาดใหญ่ด้วยตัวคนเดียวได้ เพราะการพัฒนา Product ไม่ได้อาศัยแค่ Technology แต่ยังต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ต้องสื่อสาร ทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่าง ตัดสินใจร่วมกัน และรับมือกับความซับซ้อนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง และนั่นหมายถึงเราต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์ด้วย

5. ความคาดหวัง (Expectations)

คือสิ่งที่เราคาดหวังจากตัวเอง จากผู้อื่น และสิ่งที่เรารู้สึกว่าผู้อื่นคาดหวังจากเรา ความคาดหวังเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับความต้องการที่อยู่ลึกลงไปภายใน

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามความคาดหวัง เรามักรู้สึกพอใจหรือมีความสุข แต่เมื่อไม่เป็นอย่างที่คาด ก็อาจนำไปสู่ความผิดหวัง ความกังวล หรือความทุกข์ได้

ความคาดหวังของผม:

6. ความปรารถนา (Yearning)

คือความต้องการที่อยู่ลึกลงไปภายใน และเป็นสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต่างปรารถนา เช่น ความรัก ความอบอุ่น การยอมรับ การมีคุณค่า ความมั่นคง หรือการได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง

ความปรารถนาในระดับนี้มักอยู่ลึกกว่าความคาดหวัง เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการแค่จากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นความต้องการพื้นฐานที่มีอยู่ในตัวเรา

ความปรารถนาของผม: ผมรู้สึกกลัว เพราะการเปลี่ยนแปลงของ AI ทำให้ผมตั้งคำถามว่า สิ่งที่ผมเรียนรู้ ประสบการณ์ที่สะสมมา และคุณค่าที่เคยสร้าง จะยังมีความหมายอยู่แค่ไหนในอนาคต ลึกลงไปกว่านั้น ผมกลัวว่าวันหนึ่งตัวเองหรือคนในสายงานจะถูกมองว่ามีคุณค่าน้อยลง เพียงเพราะ AI สามารถทำบางอย่างได้เร็วกว่า และพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก และเติบโตอาจค่อย ๆ ลดลง

7. ตัวตน (Self)

คือแก่นที่ลึกที่สุดของความเป็นเรา เป็นตัวตนที่แท้จริงซึ่งอยู่ภายใน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบทบาท หน้าที่การงาน หรือสิ่งที่คนอื่นมองเห็น

ในระดับนี้คือการกลับมามองว่า หากตัดความกลัว ความคาดหวัง ความสำเร็จ และบทบาทต่าง ๆ ออกไปแล้ว เรามองตัวเองว่าเป็นใคร และอะไรคือคุณค่าที่เราเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราจริง ๆ

ตัวตนของผม: ผมไม่ได้อยากนิยามตัวเองแค่ว่าเป็น Software Engineer หรือ Programmer เพราะบทบาทเหล่านี้สามารถเปลี่ยนไปตามยุคและเทคโนโลยีได้

สิ่งที่ผมมองว่าเป็นตัวตนของผมจริง ๆ คือการเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ ชอบสร้างสิ่งใหม่ ชอบทำความเข้าใจปัญหา และพยายามทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนอื่น

ดังนั้นต่อให้ AI เปลี่ยนวิธีการทำงานไปมากแค่ไหน ผมก็ยังอยากรักษาความอยากรู้อยากเห็น การเรียนรู้ และความตั้งใจที่จะสร้างสิ่งที่มีความหมายเอาไว้

สรุป

หลังจากลองสำรวจตัวเองผ่าน Satir Iceberg Model ทั้ง 7 ระดับ ผมพบว่าสิ่งที่ AI กระทบกับผมจริง ๆ ไม่ได้มีแค่เรื่องงานหรือเรื่อง Technology แต่มันลงไปถึงความกลัว ความคาดหวัง ความมั่นคง คุณค่าในตัวเอง และคำถามว่าผมมองตัวเองเป็นใคร

ผมยังกลัวว่า AI จะเปลี่ยนสายงานนี้ไปมากแค่ไหน ยังหงุดหงิดกับบางกระแส และยังเป็นห่วงคนที่เพิ่งเริ่มต้นในสายงาน แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้ว่า AI มีประโยชน์มาก และการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่คำตอบ

สำหรับผม การกลับมาสำรวจตัวเองผ่าน Satir Iceberg Model จึงเป็นเหมือนการ Grounding ตัวเอง ให้กลับมาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แยกให้ออกว่าอะไรคือความกลัว อะไรคือความคาดหวัง และอะไรคือสิ่งที่ผมยังควบคุมได้

สิ่งที่ผมพอจะทำได้คือเรียนรู้ ปรับตัว ทดลอง และใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสิ่งที่ดีขึ้น โดยไม่ปล่อยให้กระแสรอบตัวพาผมหลุดไปจากสิ่งที่ผมเชื่อและให้คุณค่า

Github Facebook Twitter LinkedIn